โอออ... เปิดเทอม part 1
posted on 25 Oct 2008 12:23 by genezzz in GeneGTO
Diary 25 Oct 08
........ ไม่ได้อัพบล็อคซะนาน ( ไม่รู้จะเขียนอะไรน่ะแหละ
)
เลยมานั่งเขียนไดอารี่ซะหน่อย ( เกิดมาก็ครั้งแรกนี่แหละ )
12 : 27 น. แดดอ่อนๆของวันเสาร์สุดท้ายในช่วงปิดเทอม อารมณ์ชิลๆ หวานเย็นเช่นนี้คงมีได้แค่ช่วงนี้
ขณะที่นั่งฟังเพลงไปเพลินๆอยู่นั้นก็ดันนึกไปว่า "เอ๊ะ วันจันทร์เราจะกำลังทำอะไรอยู่นะ"
สมองก็คิดไปแต่เรื่องดีๆเช่น การนั่งคุยอยู่กับเพื่อนเพี้ยนๆของเรา นั่งปรับทุกข์กันไปตามประสาวัยรุ่น
ผู้ไม่ประสีประสากับโลกสีเทาใบนี้
ฉับพลันภาพอันเลวร้ายก็ได้เข้ามาในห้วงความคิด ภาพอันเลวร้ายนั้นก็คือ บรรดาครูบาอาจารย์บ้าอำนาจ
ยิ่งกว่าฮิตเลอร์ และกองหนังสือและงานที่สูงเป็นตั้งๆ ระบบการเรียนการสอนที่แสนน่าเบื่อ
ดั่งเช่นที่ผมเจอมา ก็เลยอยากจะบ่น ( ยัดเยียด ) ให้พวกนายได้อ่านกันนี่แหละ
มาว่ากันที่ละเรื่อง
1.ครูบาอาจารย์ที่บ้าอำนาจและอยู่ในเผด็จการ
แน่นอนครูเป็นผู้ที่มีบุญคุณสั่งสอนให้เรามีความรู้ เฉกเช่นเดียวกับคนขายข้าวแกงที่ทำให้เราได้อิ่มท้อง
คนขับแท็กซี่ที่ทำให้เราไปถึงจุดหมาย แต่ทำไมถึงทำตัวยิ่งใหญ่ราวกับเป็นเจ้าชีวิตเราเสียได้
1.1 ครูไม่เคยผิืด
ถ้าเป็นในการเรียนในระดับ inter หรือตามโรงเรียนที่ได้มาตรฐานอย่างแท้จริง ( ไม่ได้สร้าง
ภาพแหกตากระทรวงน่ะแหละ ) อย่างที่ผมเจอบ่อยๆนั้น คือการที่นร.สอบตกกันเกินครึ่งห้อง
ถ้านร.ตกไม่ถึง 30% เราคงต้องมองไปที่ตัวนร. แต่นี่นร.ที่ผ่านมีเพียงแค่ 20% แทนที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายจะ
มองไปที่ตัวบุคลากรที่เค้ามี..... แต่ไม่เลย เค้ากลับยัดเยียดวิชาเรียนเพิ่มเป็น 8 คาบต่อวัน
โดยที่ครูคนดังกล่าว ( หลายคนเลยละ ) ยังเดินลอยหน้าลอยตาได้ในโรงเรียนเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ครูสามารถรับโทรศัพท์ในห้องเรียนได้ ครูเอาน้ำมากินในห้องได้ มาเข้าสอนสายได้ ซึ่งนร.ทำไม่ได้
( ในเมื่อผู้นำตัวอย่างที่ดีเป็นซะเอง หมาที่ไหนกันเล่าจะสนใจที่จะฟังและปฏิบัติตาม )
1.2 เข้าใจระบอบประชาธิปไตยกันมั้ยครับเฮีย
ในทุกๆโรงเรียนจะมีการเลือกประธานนร. ขึ้นมา ( เปรียบได้กับการเลือกพรรคการเมืองมาบริหารประเทศ )
มีครั้งนึงที่ผมเจอแต่ติดตาตรึงใจอย่างมาก คือ เด็กห้องรองได้เป็นประธานกัน วันต่อมาซึ่งจะต้องมีการประกาศ
แถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่าใครได้เป็น กลับมีครูมาประกาศว่า "ทางสมาคมครูและผู้ปกครองได้พิจารณา
แล้วว่านร.กลุ่มนั้นไม่เหมาะสมที่จะเป็นพลังที่แทนตัวนร. ทางครูเลยได้ตัดสินใจแต่งตั้งนร.(ห้องคิงอ่ะแหละ )
ขึ้นมาแทน"
.........
เอ่อ..... แล้วจะให้พวกตูเลือกตั้งกันทำมะกอกอะไรครับคุณพี่
1.3 กฏระเบียบอันแสนจะวุ่นวาย
แน่นอนทุกๆที่ย่อมมีกฏของที่นั้น โรงเรียนก็มีกฏของโรงเรียน อันนี้ยอมรับกันได้
แต่ทำไมต้องมาก้าวก่ายกับชีวิตนอกรั้วกันด้วยครับ!?
มีครั้งหนึ่ง ผมกับเพื่อนก็ไปซ่อมวิชาที่ตกกัน ซักพักก็ออกมาหาข้าวกินกันข้างโรงเรียน เพื่อนมันก็ดึงเสื้อออกมา
ด้านหลัง ผมก็เห็นอยู่แล้วว่ามีอ.ฝ่ายปกครองอยู่ที่อีกฟากของถนน
ไม่น่าเชื่อ!? ด้วยสปิริตอันแรงกล้าของพี่แก ก็เลยบิดแมงกะไซค์กลับมาว่าเพื่อนผม ( นับถือจริงๆ )
1.4 ดูถูกกันจังเล้ยย
เจอมากะตัวมีอยู่ครั้งนึง ตอนขึ้นม.4 ใหม่ๆผมก็เลือกลงสายศิลป์เพราะขี้เกียจเรียนเลข + วิทย์
( ก็มันไม่ชอบนี่หว่า ) ผมก็มานั่งคุยกับเพื่อนผมที่ห้องวิทย์กัน ก็มีครูคนนึงเดินมาทำหน้าตาเหมือนชีวิตอับเฉา
แล้วก็มองหน้าผมกับเพื่อนอีกคน พร้อมกับพ่นออกมาว่า "เด็กศิลป์ขึ้นมาทำไม ลงไป๊!!!" ( พวกผมก็วิ่งกระจุย
กระจายลงไปน่ะแหละ
) แล้วเพื่อนผมก็บอกว่า ครูคนนั้นอ่ะ สั่งไม่ให้เด็กวิทย์คลุกคลีกับเด็กศิลป์
มากนัก ผมก็สงสัยว่าเพราะอะไร เรื่องการเรียน "โทษที เกรดผมดีกว่าพวกเด็กวิทย์หลายคนอีกครับ"
เรื่องนิสัย "โถ่ เฮีย เด็กศิลป์นิสัยดีกว่าอีกครับ ไม่ใส่หน้ากากหากันทั้งวันหรอก"
ทำอย่างกับว่าพวกผมไม่ใช่คนอย่างนั้นแหละ
2. เมื่อไหร่จะพัฒนา
ผมอยู่โรงเรียนนี้มาเข้าปีที่ 4 แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นการพัฒนาที่ดีขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นอาคารเรียน สุขอนามัย
ระบบการเรียนการสอน โดยประธานนร.สายวิทย์ ( ก็ที่พวกครูๆแกเลือกนะแหละ ) บอกอยู่ทุกปีว่าจะทำ
ห้องน้ำใหม่ มีตู้น้ำให้นร.กินบนชั้นเรียน แต่ 4 ปีที่ผ่านมาก็ยังเหมือนเดิม
ทั้งๆที่เป็นโรงเรียนเอกชนที่เก็บค่าเทอมเท่ากับอัสสัมชัญ ธนบุรี ( ไม่รู้จะเอาอะไรมาเทียบรู้จักจริงๆแค่ที่นี่ )
โต๊ะยังเป็นโต๊ะไม้หลุมๆบ่อๆ มีแต่รอยลิควิด ( หน้าที่ขัดโต๊ะก็ของนร.นี่แหละทั้งๆที่มันไม่ใช่หน้าที่ของพวกผม
อยากจะบอกว่า "ตูไม่ได้เขียนโว้ย
" ) กระดานดำที่หักเป็นหลุมเมื่อตอน 2 ปีก่อน ซึ่งก็เก็บเงินนร.
ไปคนละ 70 บาทก็ยังไม่ได้เปลี่ยนจนถึงบัดนี้ ( แล้วเงินมันหายไปไหน เข้าส่วนกลางรึเปล่าก็ไม่ใช่ )
นาฬิกาห้องที่แตกเมื่อ 1 ปีก่อนก็ยังหลงเหลือสภาพเค้าเดิมจนถึงทุกวันนี้
ตู้น้ำก็ยังไม่มีจนถึงบัดนี้ มีเพียงแค่ตึกประถมเท่านั้นที่มี ( แต่ตอนหาเสียงไม่ได้พูดงี้นี่หว่า
)
สุขอนามัยที่บอกจะปรับปรุงก็เห็นมีเพียงแค่ห้องน้ำและที่ล้างมือของครูเท่านั้น
( เปลี่ยนมันทุกปีไม่ได้เสียซะหน่อย ) แต่ในส่วนห้องน้ำนร. ก็เหมือนกับโฮปเวลล์ที่ปัจจุบันก็ยังค้างเติ่ง
เป็นอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งโรงเรียนไปซะอย่างนั้น
3.อุปกรณ์กีฬา
โรงเรียนของผมมีชื่อเสียงในเรื่องของกีฬา แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่าโรงเรียนไม่ได้ส่งเสริมอะไรเลย
นักกีฬาไม่มีค่าเหนื่อย ( แค่ข้าวซักจานหลังซ้อมก็ยังดีน่า ) จะได้ก็ต่อเมื่อไปแข่งนอกสถานที่เท่านั้น
อุปกรณ์กีฬาก็ดูเผินๆเหมือนจะมีเยอะแยะ แต่จริงๆแล้วก็มีเยอะแยะน่ะแหละ ( แล้วจะพูดทำไม!? )
แต่หากว่าไม่ให้นักเรียนยืมไปซ้อมกัน ( แล้วจะมีทำไมอ่ะ
)
โดยให้สาเหตุว่า "เดี๋ยวกระจกแตก" "เดี๋ยวคนอื่นบาดเจ็บ" นักเรียนก็ได้แต่ซ้อมบอลด้วยลูกบอลพลาสติก
ขนาดเล็ก ซ้อมบาสก็ได้ซ้อมกันแป้นเดียว ผู้เล่น 10-15 คนต่อ 1 ลูก แบตมินตันก็ตีกันในสนามรวม
( คอร์ทแบทมีแต่ต้องเสียเงินเช่า ) พอนักกีฬาแพ้ก็บอกว่าซ้อมกันไม่พอ
4.ระบบการเรียนการสอน
ในการเรียนการสอนนั้นครูจำเป็นจะต้องสื่อออกมาให้นร.เข้าใจมากที่สุด โดยที่ครูก็มีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ
อย่างแท้จริง แต่ที่นี่กลับเหมือนเปิดหนังสือให้นร.อ่านซะอย่างนั้น นร.ทำได้เพียงท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง
ไม่มีใครเข้าใจอย่างแท้จริง ( ตรงนี้ละมั้งที่ไทยเราไม่เหมือนต่างประเทศ ) ผมก็เป็นหนึ่งคนที่แตกต่างออกมา
โดยที่ผมจะไม่เรียนรู้ในเรื่องที่ผมไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร ( ก็สมองผมมันไม่เหมือน HDD นินา
จะให้จำทั้งหมดได้ไง )
ครั้งนึงผมเคยถามครูว่า "ครูครับเรื่องนี้เรียนไปประยุกต์ใช้กับอะไรได้มั่งครับ"
ครูก็ถามหน้าเหวอเล็กน้อยถึงปานกลาง ก่อนที่จะพูดกลับมาว่า
"แล้วนี่งานเสร็จรึยังเนี่ย กลับไปทำงานเลยไป๊" ......
อย่างที่ได้บอกไว้เรื่องนร.สอบผ่านไม่ถึง 20% ทางโรงเรียนก็ได้จัดการระดมสมองออกมาว่า
"นร.ควรเรียนเพิ่มขึ้น" โดยการยัดเยียดให้เรียน 8 คาบต่อวัน ( คิดได้แค่เนี้ย!? )
ซึ่งเท่าที่สังเกต นร.จำนวน 80% เมื่อเริ่มคาบที่ 5 ( หลังเที่ยง ) ก็เริ่มเรียนกันไม่รู้เรื่องแล้ว ควรจะเรียนแค่
2-3 ชม. และเป็นวิชาที่สบายๆ ( มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถเรียนรู้ได้วันละ 8 ชม.+ 7-8 อย่างใน
วันเดียวได้แน่นอน
)
เปรียบให้เข้าใจง่ายๆสมมุติว่าคุณเรียนการใช้โปรแกรม photoshop คนแรกนั่งเรียนเองกดไปเรื่อยๆ วันละ
7-8 ชม.แน่นอนเค้าย่อมชำนาญในสิ่งนั้นๆ แต่ถ้าเทียบกับคนที่เรียนจริงจังวันละ 3-5 ชม.ต่อวันอย่างไหนจะ
เข้าใจมากกว่ากัน บางคนอาจจะเถียงว่า คนแรกทำได้ดีกว่า ซึ่งถ้ามองกันไปลึกๆแล้ว คนแรกนับว่า
ไม่เป็นอะไรเลย ไม่เข้าใจว่า Layer , Palette , Level และอื่นๆคืออะไร และไม่สามารถนำไปประยุกต์ได้อย่าง
แน่นอน คุณจำเป็นต้องเรียนอย่างจริงจังจากผู้ที่รู้จริงและหลังจากนั้นคุณควรหมั่นฝึกฝนจึงเป็นวิธีที่ถูกต้อง
โอยย เหนื่อย
ไว้ต่อกันตอนหน้าละกัน
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ ( อ่านแบบสำเนียงเสียงทีมพากย์อินทรีจะอินมาก )
[รึมันแก้แค้นตรูฟ่า

ตอนแรกๆ (มัธยมต้น) เรารู้สึกว่า
น่าเบื่อ เรียนอะไรเนี่ย เรียนไปแล้วได้ใช้ป่าว
แต่พอช่วงเวลาสามปีของมัธยมปลายที่เรียนที่อเมริกา
(Choate Rosemary Hall Highschool)
เราก็รู้เลยค่ะ
ว่าการเรียนเมืองไทยให้อะไรเรามากกว่าที่คิดจริงๆ
เรากลายเป็นคนที่รู้รอบ (well-rounded) แบบที่เพื่อนๆฝรั่งชื่นชม และทำให้เราเรียนที่ได้นั่นได้สบายๆ
และสามปีของการเรียนที่นั้น
ก็หนีไม่พ้น การท่องจำอยู่ดี
พอมาถึงตอนนี้ ที่เราเป็นอาจารย์มหาลัยแล้ว
ทำให้เรารู้ว่า
พื้นฐานการเรียนรู้แรกสุดของมนุษย์ คือการท่องจำค่ะ
Memorization แล้วถึงจะเริ่มทำความเข้าใจ และต่อยอดทางความคิดต่อไปได้
ทนเรียนไปเถอะค่ะ
#1 By cryingsmile on 2008-10-25 14:02