ดนตรีที่ถูกเปลี่ยนแปลง
posted on 03 Jun 2008 21:28 by genezzz in LIFE
ดนตรีที่ถูกเปลี่ยนแปลง
“ดนตรี” คือศิลปทางธรรมชาติที่จะฝังให้บางคนเท่านั้นเรียกหรูหน่อยคือพรสวรรค์
แต่นั่นมันแค่รากฐานที่ต้องประกอบด้วยสารพันต่าง ๆ เช่น ความสนใจเรียนรู้ การฝึกฝน
ความอดทน จินตนาการ แต่ที่สำคัญยิ่งก็คือ “พรแสวง”
สิ่งที่ได้รับจากดนตรี (ไม่ถึงขั้นต้องเป็นอาชีพ) ก็คือจะมีความละเอียดมากกว่าคนปรกติ
เพราะถ้าคุณไม่ละเอียดก็จะไม่สามารถเข้าใจในอารมณ์นั้นๆได้ จะทำให้
คุณเป็นคนที่ละเอียดอ่อนกว่า จะไม่เป็นคนก้าวร้าว อารมณ์ดี เป็นความได้เปรียบทางอารมณ์และมีผลต่อสุขภาพ
คนสมัยก่อนมักชอบพูดว่า เต้นกินรำกิน เป็นความด้อยที่ไม่มีเกียรติยศ ไม่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของผู้หลักผู้ใหญ่
จะซ้อมดนตรีก็ต้องแอบๆซ่อนๆ และอย่าหวังเลยที่พ่อแม่จะซื้อเครื่องดนตรีให้..... ยากส์ส์ส์ = ="
นักดนตรีสมัยก่อนมักมีตำนานมาเล่าสู่กันฟังอย่างสมัยที่ผมหัดร้องเพลงสิ่งที่เราจะต้องจำขึ้นใจ
ก็คือ"แผ่นเป็นครู" นั่นหมายถึง เพลงที่เราจะนำมาร้องหรือเล่นนั้น ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดก็คือ
ต้องร้องหรือเลียนเสียงสำเนียงให้เหมือนเสียงต้นฉบับให้มากที่สุด ผมเคยถูกนักดนตรีรุ่นพี่ให้ฝึกร้อง
ผิดท่อนหรือผิดคำไหน บทลงโทษคือให้เคี้ยวพรีกขี้หนูหนึ่งเม็ด!? ( ซาดิสต์ซะไม่มี ) ลองนึกภาพดูซิครับว่า
แรกๆกว่าจะจบเพลงได้ปากร้อนแทบจะพ่นไฟเป็นมังกร เมี่อเรากลัวต้องกินพริก ก็ต้องไม่ร้องผิด
นั่นคือการฝึกฝนและความพยายาม ที่รุ่นพี่ ๆ สั่งสอนไว้
แต่สำหรับวันนี้แล้ว ดนตรีกลายเป็นทางออกของพวกลูกผู้มีอันจะกินที่ เรียนก็ไม่เรียน เกเร ก้าวร้าว
ขณะที่พ่อแม่เป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคม ท้ายที่สุดก็ใช้เงินสร้างห้องซ้อมในบ้าน
ซึ้อเครื่องดนตรีราคาแพงเป็นเครี่องประดับบ้าน ( เพื่ออะไรฟะ ไอ้ตูด เอ็งเล่นเป็นแล้วเรอะ!? )
หรือใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ลูกตัวเองเข้าห้องบันทึกเสียงหรือค่ายเพลงดัง แล้วก็บอกกับใคร ๆ ว่า
“ลูกฉันกำลังเป็นศิลปิน” ( เออ เอากะมันสิ ง่ายเนาะ = =" )
ทั้งที่เล่นเครื่องดนตรีไม่เป็นซักชิ้นหรืออ่านหนังสือบางคำยังไม่ถูกเลย บางคนพูดภาษาไทยไม่ชัดเลยด้วยซ้ำ
แต่ก็อยากเป็นศิลปิน ดังนั้นคนเหล่านี้จะไม่รู้จักคำว่าจิตวิญญาณแห่งศิลปิน.
++++++++++++++++++++++++++++++++
มีเรื่องจริงที่ต้องอมยิ้ม ^^ เธอเป็นนักร้องรับเชิญสาวสวยที่ทุกคนต้องปรบมือให้เมื่อก้าวขึ้นเวที หลายเพลงที่เธอร้องได้ดี และถึงเพลงสุดท้ายเป็นเพลงสากลซึ่งเธอก็ร้องได้ไม่ฝืดหูนัก เมื่อเธอร้องจบ เสียงปรบมือก็ดังลั่นผับ เสียงเธอที่พูดออกไมค์อย่างมั่นใจว่า
“เพลงที่จบไปนั้นชึ่อเพลง แฮ้บ ไอ โทน ยู เลดตีลี่ ผลงานของ ล้อด สเตวัท ต่ะ”(Have I told you lately - ROD STAWART )
นักดนตรีอย่างผมและเพื่อน ๆ ถึงกับฮากลิ้ง แล้วบ่นเสียงเบา ๆ ว่า " โธ่อีบ้า .. เขาเรียกว่า ร็อด สจ๊วต โว้ย. "